ดวงกมล แสนวันดี

คุณดวงกมล  เป็นชาวจังหวัดเชียงใหม่  จบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจ  มหาวิทยาลัยแม่โจ้  อดีตเคยทำงานเป็นพนักงานธนาคารของรัฐ
ซึ่งหลังจากเรียนจบก็ทำงานประจำมาตลอด  ไม่เคยมีความคิดที่จะมาทำธุรกิจเครือข่ายมาก่อนเลย

จนกระทั่งเมื่อปี  พ.ศ.  2551  เธอได้สูญเสียคุณยายผู้เป็นที่รักด้วยโรคมะเร็งอย่างกะทันหัน  ทำให้เธอมีความคิดว่า  ถ้าหากตัวเองมัวแต่
ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ  คงไม่สามารถที่จะดูแลคนที่เรารักในครอบครัวให้ดีขึ้นมากไปกว่านี้ ประกอบกับตัวเองมีหนี้สินจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ทำให้ต้องทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกัน แม้จะทำงานประจำ  แต่คุณดวงกมลก็พยายามหารายได้เสริมมาตลอด  พบว่างานทุกงานก็จะ
ถูกจำกัดด้วยเวลาที่มีเหลืออยู่ไม่มากนัก  และงานบางงานก็ใช้เงินลงทุนมาก  แต่ผลที่ได้รับกับไม่คุ้มกับที่ได้ลงทุนไป

วันหนึ่งเมื่อได้มีโอกาสพบกับคุณณัฐทพัสส์  ภัทรโภคีตระกูล  ซึ่งมาบอกเล่าเรื่องราวของธุรกิจเอมสตาร์  ครั้งแรกที่ได้ฟังก็คิดว่าคง
ไม่ใช่ตัวเอง  เพราะตัวเองไม่ชอบธุรกิจเครือข่าย  และไม่อยากไปประชุมหรือไปเรียนรู้  เนื่องจากการไปเรียนรู้  จะต้องแลกกับเวลkที่จะ
ทำให้ต้องเสียรายได้จากงานพิเศษที่ทำอยู่ จึงปฏิเสธที่จะทำธุรกิจเอมสตาร์มาตลอด แต่ในระหว่างนั้น คุณดวงกมลก็ได้เห็นความพยายาม 
และแบบอย่างความสำเร็จของคุณณัฐทพัสส์ที่สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจเอมสตาร์ได้อย่างต่อเนื่องจึงเริ่มเปลี่ยนความคิดของตัวเอง  
และตัดสินใจที่จะพาตัวเองเข้าไปเรียนรู้อย่างต่อเนื่องดูบ้าง  เธอยอมแลกเวลาที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับธุรกิจเอมสตาร์  ด้วยระยะเวลาเพียง
ไม่กี่เดือน  เธอก็สามารถประสบความสำเร็จ มีรายได้มากกว่า 200,000 บาทต่อเดือน สามารถที่จะชดใช้หนี้สินทั้งหมด และยังสามารถ
ลาออกจากงานประจำ ทำให้ปัจจุบันมีทั้งอิสรภาพทั้งการเงินและเวลา นอกเหนือจากนั้นยังสามารถพิชิตรางวัลการท่องเที่ยว ถึง 3 ประเทศ
คือเกาะบาหลี, ประเทศอินโดนีเซีย,  เกาหลีใต้ และอินเดีย ตามลำดับ อีกทั้งสามารถพาคุณพ่อไปท่องเที่ยวต่างประเทศกับเอมสตาร์ได้ด้วย
นับเป็นความรู้สึกที่ดีสุดในชีวิตที่ได้ตอบแทนบุญคุณของคุณพ่อ และคุณแม่ในขณะที่ท่านทั้งสองยังแข็งแรง และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  
นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสส่งมอบธุรกิจเอมสตาร์ให้แก่ผู้คนอีกมากมาย ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเช่นดียวกับตนเอง

ไม่มีคำว่า  “แพ้”  หากว่าเราได้เริ่ม  ไม่มีคำว่า  “อยู่ที่เดิม”  หากเราได้ค้นหา 
ไม่มีคำว่า  “เป็นที่หนึ่ง” หากยังต้องพึ่งพา  ไม่มีคำว่า  “ดีกว่า”  หากว่าเราไม่ตั้งใจ